ผมเป็นคนเนปาล ผมเกิดปี 2520 ตอนนี้อายุ 34ปี ผมมีครอบครัวแล้วมีลูกชาย 3 คน ชีวิตในเนปาลแม้ภูมิประเทศจะสวยแต่พวกเราชาวบ้านยากจน ผมเคยทำงาน รับจ้างทอพรมอยู่สองปีโดยได้ค่าแรงวันละ 150 เนปาลรูปี (1 เนปาลรูปีประมาณ 0.50 บาท), เคยขับรถแทกซี่ ซึ่งต้องจ่ายค่าเช่ารถพร้อมค่าน้ำมันคืนละ 1000 รูปี การทำมาหากินที่เนปาลลำบากมาก ดังนั้นเมื่อมีคนพูดถึงการไปทำงานต่างประเทศ ซึ่งจะได้ค่าแรงดี และรู้สึกว่าจะได้มีประสพการณ์ในโลกกว้างด้วย ก็ตกลงเสี่ยงไปกับเอเยนต์ที่มาเสนองานให้ทำที่เกาหลี ทั้งที่ต้องจ่ายค่าหางานมากทีเดียว ในที่สุดผมออกเดินทางปี 2546 เพื่อไปทำงานเกาหลี โดยผู้จัดหางานให้แวะที่กรุงเทพฯก่อน ขณะรอที่กรุงเทพฯถึงประมาณ 2 เดือน (โดยคิดว่าเป็นขั้นตอนของการเดินทางไปเกาหลี) ก็ได้มีโอกาสรู้จักคนเนปาลที่มาผจญภัยในไทยบ้าง วันหนึ่งมีการชวนกันไปที่ร้าน คาราโอเกะแห่งหนึ่งก็ได้ร่วมไปกับเขา แต่ปรากฎว่าวันนั้นมีคนวิ่งมาจับพวกเรา ผมตกใจไม่รู้เกิดอะไรขึ้นก็วิ่งหนีด้วย แต่ปรากฎว่าถูกจับได้ และมารู้ทีหลังว่ากลุ่มคนที่วิ่งมาจับนั้นเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบ และผมถูกจับคดี จัดหา ซื้อขายยาเสพติด ซึ่งผมไม่รู้เรื่องอะไรเลย เพียงแต่บังเอิญไปร่วมเที่ยวคาราโอเกะ เพราะเพื่อนชาวเนปาลชวนกันไป
ผมติดคุกอยู่ที่บางขวางนี้ตั้งแต่ ปี 2546 โทษของผมปัจจุบันคือ ตลอดชีวิต ผมยังสู้คดีอยู่ โดยฏีกาปฏิเสธข้อกล่าวหา ซึ่งผมคิดว่าหากอ่านความจริงในการสู้คดีของผมแล้ว ผมควรจะได้รับความยุติธรรมว่าผมบริสุทธิ์จริงๆ ผมขอส่งเอกสารการสู้คดีของผมให้คุณได้ ผมคิดถึงบ้านและครอบครัวมากจริงๆ ตั้งแต่จากมาผมไม่สามารถติดต่อกับครอบครัวโดยตรง แต่ได้ทราบข่าวคราวบ้างเล็กน้อยผ่านเพื่อนชาวเนปาล ตอนผมจากครอบครัวมาตอนนั้นเรามีควาย 3 ตัว มีวัว 2 ตัว บ้านอยู่ใกล้ลำธารเล็กๆ ที่บ้านผมไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา ไม่มีโทรศัพท์ ตอนนี้ทราบว่าควายตายไปหนึ่งตัวเหลือ 2 ตัว ยิ่งกว่านั้น บิดาผมได้เสียชีวิตตอนที่ผมติดคุกได้ 3 เดือน แม่ผมทำงานรับใช้ในวัง ลูกชายผม 3 คน คนหนึ่งบวชพระสงฆ์ศาสนาพุทธอยู่ในวัดที่อินเดีย ลูกชายอีกสองคนยังเรียนหนังสืออยู่ในหมู่บ้าน ผมอยากกลับบ้านมาก ผมไม่ได้ค้ายาเสพติดเลย คนที่ติดคดีเดียวกัน (คู่ดคีผม) ก็พยายามบอกตำรวจว่าผมไม่ได้รู้เรื่องที่เขาค้ายาเลย แต่ตำรวจก็ไม่เชื่อ มีทางช่วยผมได้หรือไม่


A Prisoner's Story